Showing posts with label seas. Show all posts
Showing posts with label seas. Show all posts

Sunday, December 1, 2019

#3thTrip National Library of Thailand @Bangkok



ทริปนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่  25-27 ตุลาคม 2562
ในการเดินทางไปยังจังหวัดกรุงเทพมหานคร

      
หอสมุดแห่งชาติ ก่อตั้งขึ้นโดยพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้รวมหอพระสมุด 3 แห่งเข้าด้วยกันคือ หอพุทธสาสนะสังคหะ, หอพระมณเฑียรธรรม และหอพระสมุดวชิรญาณ แล้วพระราชทานนามว่า "หอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร" เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ.2448 ตั้งอยู่ ณ หอคองคอเดียในพระบรมมหาราชวัง ต่อมา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ขยายพื้นที่ตั้งแห่งใหม่มาอยู่ตึกถาวรวัตถุ ริมถนนหน้าพระธาตุ และเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดอาคารเมื่อวันที่ 6 มกราคม พ.ศ.2459
       ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 โปรดเกล้าฯ ให้ขยายพื้นที่การให้บริการเป็น  2 แห่ง คือ หนังสือตัวพิมพ์ทั้งหมด และ หนังสือส่วนพระองค์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้บริการ ณ ตึกถาวรวัตถุ พระราชทานนามว่า "หอพระสมุดวชิราวุธ" ส่วนศิลาจารึก คัมภีร์ใบลาน หนังสือสมุดไทย ตู้ลายรดน้ำ ย้ายไปให้บริการที่พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน พระราชทานนามว่า "หอพระสมุดวชิรญาณ" เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดหอพระสมุดวชิรญาณและหอพระสมุดวชิราวุธ เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2469
       ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง รัฐบาลมีพระราชกฤษฎีกาจัดวางระเบียบราชการสำนักงานและกรมในกระทรวงธรรมการ พ.ศ.2476 กำหนดให้หอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนครเป็นกองหอสมุด ขึ้นอยู่ในกรมศิลปากร ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น "หอสมุดแห่งชาติ" โดยหอสมุดแห่งชาติได้พัฒนามาเป็นลำดับ สถานที่ให้บริการที่ตึกถาวรวัตถุจึงไม่เพียงพอ กรมศิลปากรจึงดำเนินการก่อสร้างอาคารหลังใหม่ที่ท่าวาสุกรี แล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ.2509 และเริ่มให้บริการ ณ สถานที่แห่งใหม่มาจนถึงปัจจุบัน
หอสมุดแห่งชาติ เป็นหน่วยงานในสังกัดกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม มีหน้าที่จัดเก็บ รวบรวม สงวนรักษา และอนุรักษ์มรดกทรัพย์สินทางปัญญา วิทยาการ ศิลปกรรม และวัฒนธรรมของชาติ ในรูปของหนังสือตัวพิมพ์ เอกสารโบราณ ได้แก่ ศิลาจารึก คัมภีร์ใบลาน หนังสือสมุดไทย รวมทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อโสตทัศน์ และสื่ออิเล็กทรอนิคส์ นอกจากนั้นยังทำหน้าที่ให้บริการความรู้และข่าวสารแก่คนในชาติ
ผลที่ได้จากการลงพื้นที่ในครั้งนี้ที่หอสมุดแห่งชาติ ได้เรียนรู้เกี่ยวก้บ การจัดนิทรรศการในประเภทต่าง ๆ ทั้งในด้านของการจัดให้ผู้ชมได้เข้าไปมีส่วนร่วม ทั้งในเรื่องของการเข้าชมรวมไปจนถึงการเข้าใช้ วิธีการจัดการเกี่ยวกับทรัพยากร หรือวัตถุโบราณต่างๆ ตั้งแต่การเก็บสงวนรักษา การนำมาเผยแพร่ โดยเผยแพร่อย่างไรที่จะไม่ส่งผลเสียต่อหลักฐานโบราณชิ้นนั้น โดยได้สรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้
1.  ประเภทเอกสารโบราณ
       หอสมุดแห่งชาติ ได้มีการรวบรวม จัดเก็บ อนุรักษ์ และให้บริการเอกสารโบราณประเภทหนังสือสมุดไทย คัมภีร์ใบลาน เป็นต้น เอกสารเหล่านี้มีอายุมากกว่า 100 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์ ที่เป็นมรดกศิลปวัฒนธรรมสะท้อนภูมิปัญญาในการบันทึกสรรพวิทยาการของบรรพชนไทย
คัมภีร์​ใบลาน เป็นการเขียนหนังสือลงบนใบลาน ส่วนใหญ่เป็นคำสอนในพุทธศาสนา เช่นพระไตรปิฎก แต่ ยังมีเรื่องอื่นๆ นอกเหนือจากพุทธศาสนาเช่นกันเช่น กฎหมาย โหราศาสตร์ เป็นต้น นอกจากนี้ คัมภีร์ใบลานส่วนมากจะเขียนขึ้นเป็นตัวอักษรธรรมอีสาน อักษรธรรมล้านนาและไทยโบราณเป็นส่วนใหญ่ มีการจัดหมวดหมู่โดยเรียงตามลำดับตัวอักษรจาก ก ถึง ฮ 

หนังสือสมุดไทย เป็นหนังสือที่ทำจากเปลือกไม้ มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า โดยยังมีการแบ่งเป็นสมุดไทยขาวสมุดไทยดำ นอกจากนี้ ยังมีการแบ่งสมุดไทยตามประเภทกระดาษด้วย โดยแบ่งเป็นกระดาษไทยและกระดาษฝรั่ง โดยหนังสือสมุดไทยได้แบ่งออกเป็นหลายหมวดด้วยกัน เช่น หมวดกฎหมาย หมวดจดหมายเหตุ หมวดตำรา หมวดวรรณคดี เป็นต้น

2.  ประเภทหนังสือหายาก
       หอสมุดแห่งชาติ ได้มีการรวบรวมหนังสือหายากและเอกสารที่มีคุณค่าเป็นมรดกทรัพย์สินทางปัญญาของชาติ ทั้งด้านเนื้อหาและด้านการพิมพ์ ที่มีอายุประมาณ 50-150 ปี ผู้ค้นคว้าไม่สามารถหาได้จากห้องสมุดทั่วไป และไม่มีจำหน่วยในท้องตลาด ปัจจุบันหอสมุดแห่งชาติเก็บรักษาหนังสือหายากที่มีคุณค่าไว้เป็นมรดกทรัพย์สินทางปัญญาของชาติที่ผ่านขั้นตอนการดำเนินการตามหลักวิชาบรรณารักษศาสตร์แล้ว จำนวนมากกว่า 50,000 เล่ม ประกอบด้วยพระราชนิพนธ์ พระนิพนธ์ หนังสือส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระมงกฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์อื่น ๆ หนังสือที่พิมพ์ในระยะเริ่มแรก หนังสือฉบับพิมพ์ครั้งแรก และพิมพ์ในโอกาสพิเศษต่าง ๆ รวมทั้งหนังสือที่มีความโดดเด่น มีรูปเล่มสวยงาม และมีภาพประกอบที่ทรงคุณค่า เป็นต้น นอกจากนั้นยังนับรวมถึงหนังสือใหม่ที่พิจารณาแล้วว่าจะเป็นหนังสือพิเศษที่หาได้ยากในอนาคตอีกด้วย
3.  ประเภทงานวิจัยและวิทยานิพนธ์
       สำนักหอสมุดแห่งชาติ ให้บริการวิทยานิพนธ์และวิจัยทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ บริการด้วยระบบชั้นปิด สำหรับวิทยานิพนธ์และวิจัยก่อนปีพ.ศ. 2547 ลงไป ให้บริการที่หอสมุดแห่งชาติเขตลาดกระบัง เฉลิมพระเกียรติ นอกจากนั้น ยังมีการจัดวัตถุแสดงอื่นๆ เช่น ตู้ไทยโบราณ หรือตู้พระธรรม ซึ่งใช้ในการเก็บรักษาพระไตรปิฎก หนังสือสวดมนต์หรือคัมภีร์ในพระพุทธศาสนา มีการแบ่งลักษณะของตู้ไปตามการตกแต่ง เช่น ตู้ลายกนกเปลวเพลิง ตู้ลายกนกรวงข้าว และตู้ลายรดน้ำ

จารึก มีการจัดเก็บจารึก ที่พบในประเทศไทย ทั้งจารึกบนแผ่นไม้ จารึกบนหิน หรือจารึกที่ปรากฏบนแผ่นเหล็ก เช่น จารึกลานเงินจารึกลานทอง โดยการกำหนดอายุของจารึก จัดเรียงลำดับตามความเก่าแก่ของตัวอักษร เช่น อักษรขอมโบราณ มอญโบราณและไทยโบราณตามลำดับ
ภายในสำนักหอสมุดแห่งชาติ ยังมีพื้นที่ให้บริการในการอ่านหนังสือ โดยมีห้องสมุดขนาดใหญ่ มีการจัดเรียงหนังสือตามระบบดิวอี้ หรือการเรียงประเภทหนังสือตามลำดับ 000 ถึง 900 ซึ่งมีทั้งหนังสือทั่วไป หนังสือปรัชญา​ ศาสนา ความรู้​ด้านสุขภาพ และวิทยาศาสตร์​ นอกจากนั้นยังมีสื่ออิเล็กทรอนิกส์​ไว้คอยบริการสำหรับการค้นหาหนังสืออีกด้วย
ตู้เก็บหนังสือ
GLAM กับ สำนักหอสมุดแห่งชาติ
สำนักหอสมุดแห่งชาติ ได้มีการจัดการมรดกทางวัฒนธรรม โดยพยายามที่จะสร้างระบบที่เป็นทางการขึ้นเพื่อบ่งชี้ตัวอย่างของมรดกทางวัฒนธรรมและสงวนรักษามรดกนั้นไว้เพื่ออนาคต ฉะนั้นมรดกในที่นี้จึงไม่รวมถึงทุกสิ่งทุกอย่าง หากแต่เป็นการจัดการในลักษณะเฉพาะเพื่อให้ผู้คนได้เกิดความรู้ความเข้าใจโดยถ่ายทอดและแปลความคุณค่ามรดกทางวัฒนธรรมเหล่านี้ให้แก่ผู้มาเยือน เนื่องจากมรดกทางวัฒนธรรมมีความแตกต่างกันในเรื่องของขนาดและความซับซ้อนของระยะเวลาที่ปรากฎและการใช้งาน วิธีการจัดการมรดกแต่ละอย่างจึงมีความแตกต่างกัน ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการจัดระเบียบทรัพยากรมนุษย์ที่จะดูแลและสนับสนุนนโยบายการรักษาด้วยเช่นกัน สำนักหอสมุดแห่งชาติได้ทำหน้าที่ในการจัดการมรดกทางวัฒนธรรม ดังนี้
  1. การจัดนิทรรศการ
1.1 พื้นที่จัดนิทรรศการ สำนักหอสมุดแห่งชาติ มีการจัดแบ่งพื้นที่จัดนิทรรศการออกเป็น 2 อาคารหลัก ได้แก่  
-พื้นที่จัดนิทรรศการอาคาร 1 จะเป็นห้องบริการหนังสือความรู้ทั่วไป ปรัชญา ศาสนา สังคมศาสตร์ ภาษาศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี มุมทรัพยากรสารสนเทศเกาหลี ศิลปะ วรรณคดี ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หนังสือเกี่ยวกับประเทศไทย ทรัพยากรสารสนเทศภาษาจีน และเก็บวารสารและหนังสือพิมพ์เย็บเล่ม และฉบับล่วงเวลา 
-พื้นที่จัดนิทรรศการอาคาร 2 จะเป็นพื้นที่ที่มีการจัดเก็บวิทยานิพนธ์และวิจัย หนังสือหายาก หนังสือตัวเขียนและจารึก (เอกสารโบราณ) ซึ่งส่วนนี้ถือว่าเป็นหัวใจหลักของหอสมุดแห่งชาติ เนื่องจากว่าเป็นพื้นที่แห่งการศึกษาของนักเรียน นิสิต/นักศึกษา นักวิชาการ นักวิจัย และประชาชนทั่วไป ในการเข้ามาค้นคว้าหาความรู้เกี่ยวกับเอกสารโบราณ วัตถุโบราณ รวมถึงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ต่างๆ 
1.2 การจัดหมวดหมู่/ประเภท  การใช้มาตรฐานในการจัดการเอกสารโบราณของหอสมุดแห่งชาติ จะมีการคัดแยกเอกสารตามประเภทหรือหมวดหมู่ ถ้าเป็นวรรณคดีจะจัดเรียงตามฉันทลักษณ์ หรือถ้าเป็นหมวดอื่นๆ จะจัดเรียงตามชื่อตัวอักษร กรณีพบว่าเอกสารโบราณฉบับใดฉบับหนึ่งเข้าข่ายจัดอยู่ในหลากหลายหมวดหมู่ จะยึดตามหลักเนื้อหาส่วนใหญ่ในการจัดหมวดหมู่ โดยขั้นตอนการอนุรักษ์การจัดเก็บเอกสารโบราณก็จะคล้ายคลึงกับเอกสารที่หอจดหมายเหตุ
1.3 ลำดับการจัดวัตถุแสดง ภายในพื้นที่จัดนิทรรศการอาคาร 2 ที่ประกอบการจัดแสดงวัตถุโบราณต่างๆ จะมีการจัดลำดับตามยุคสมัยโดยในที่นี้เริ่มจากการจัดแสดงประเภทเอกสารโบราณ คัมภีร์โบราณ หนังสือสมุดไทย ข้าวของเครื่องใช้โบราณ ตู้พระธรรม หลักจำลองศิลาจารึก/แผ่นจารึก เป็นต้น 


  1. การอนุรักษ์และการสงวนรักษา
การจัดการทรัพยากรวัฒนธรรมและการสงวนรักษาเป็นการกระทำหนึ่งที่อยู่ในโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนหนึ่งของกระบวนการนี้จึงจำเป็นต้องมีข้อมูลนำเข้าเกี่ยวกับเงื่อนไขและการใช้มรดกเหล่านั้น ซึ่งขอบเขตของงานนี้ช่วยให้การสงวนรักษามรดกทางวัฒนธรรมอยู่ได้ยาวนานและยั่งยืน สำหรับการอนุรักษ์และสงวนรักษาของสำนักหอสมุดแห่งชาติ มีวิธีการจัดการดังนี้
ห้องควบคุมอุณหภูมิ ทั้งเอกสารโบราณ หนังสือสมุดไทย คัมภีร์ใบลานและเอกสารสำคัญต่างๆเหล่านี้จะถูกจัดเก็บในห้องควบคุมอุณหภูมิประมาณ 24 องศาเซลเซียส และความชื้นสัมพัทธ์ที่ 50 เปอร์เซ็น เพื่อให้เอกสารไม่เสื่อมสภาพและเพื่อเป็นการป้องกันแมลงเข้าไปทำลายสภาพของเอกสาร ทำให้เอกสารนั้นอายุยืนยาวตลอดไป 
เครื่องอ่านไมโครฟิล์ม จัดเป็นวัสดุไม่ตีพิมพ์ประเภทหนึ่ง โดยเกิดจากการถ่ายภาพย่อส่วนของสิ่งพิมพ์ต้นฉบับลงบนแผ่นฟิล์มหรือกระดาษทึบแสงให้มีขนาดเล็กมาก จนไม่สามารถอ่านข้อมูลได้ด้วยตาเปล่า จำเป็นต้องอาศัยเครื่องอ่านเฉพาะ ซึ่งเรียกว่า Microfilm reader ซึ่งที่หอสมุดแห่งชาติจะนำมาจัดเก็บ วารสาร หนังสือพิมพ์ หนังสือหายาก เอกสารโบราณ เป็นต้น เพื่อประหยัดพื้นที่ในการจัดเก็บ และการสงวนรักษาเอกสารต้นฉบับสำคัญและหายาก
 
ภาพ เครื่องอ่านไมโครฟิล์ม
การซ่อมหนังสือ ในกรณีที่หนังสือภายในหอสมุดมีการชำรุด หอสมุดจะมีการส่งซ่อมบำรุงหนังสือในกรณีที่หนังสือชำรุดอย่างมาก แต่ในกรณีที่หนังสือชำรุดเพียงเล็กน้อยทางสำนักหอสมุดจะใช้กาวเฉพาะที่ใช้ซ่อมบำรุงหนังสือ เช่น การใช้กาวเมทิลเซลลูโลส   เพื่อช่วยซ่อมแซมหนังสือให้ใช้งานและพร้อมให้บริการแก่ผู้อ่านได้
  1. การเผยแพร่
สำนักหอสมุดแห่งชาติ ได้มีการจัดการเผยแพร่เพื่อช่วยให้ประชาชนรับรู้เรื่องราว และความสำคัญของมรดกทางวัฒนธรรมเพิ่มขึ้น อาทิ การประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารทางเว็บไซต์ การประชาสัมพันธ์กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับหอสมุด การปรับปรุงระบบในการให้บริการด้านการยืม-คืนหนังสือ รวมถึงขั้นตอนการเข้าใช้บริการต่างๆ การเผยแพร่นอกจากจะสร้างความเข้าใจที่ดีเพื่อจะมีแนวร่วมในการอนุรักษ์ปกป้องคุ้มครองจากคนทั่วไปแล้ว ยังช่วยลดปัญหาในการใช้มรดกวัฒนธรรมไปในทางที่ไม่เหมาะสมอีกด้วย
  1. การปกป้องคุ้มครอง
สำนักหอสมุดแห่งชาติ ได้รับการปกป้องคุ้มครองในฐานะที่เป็นพื้นที่การอนุรักษ์และสงวนรักษามรดกทางวัฒนธรรม ตามอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ พ.ศ. 2546 ของ UNESCO เพื่อป้องกันการลอกเลียนแบบและการใช้มรดกทางวัฒนธรรมเพื่อการค้า
การบริหารจัดการสถาบันมรดกทางวัฒนธรรม
  1. การบริหารงาน
สำนักหอสมุดแห่งชาติ มีการบริหารจัดการสถาบันมรดกทางวัฒนธรรมตามรูปแบบที่เป็นสากลตามมาตรฐานระดับโลก ซึ่งบุคลากรในส่วนของเอกสารโบราณเป็นบุคลากรปฏิบัติงานจำนวน 13 คน ซึ่งแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้
  1. กลุ่มทะเบียนและบริการ  ทำหน้าที่จัดระเบียบและระบบการจัดเก็บรักษาเอกสารและหลักฐาน  และเอกสารอื่น ๆ ตามความจำเป็นที่เกี่ยวข้องกับงานทะเบียน 
  2. กลุ่มสำรวจเอกสาร มีหน้าที่และความรับผิดชอบเกี่ยวกับงานตรวจพิสูจน์ประเภทเอกสารโบราณ รวมถึงตัววัตถุโบราณต่างๆ
  3. กลุ่มนักภาษาโบราณ ทำหน้าที่ถ่ายทอด คัดลอกอักษรโบราณให้เป็นอักษรไทยปัจจุบัน สำรวจ แสวงหา สืบค้นแหล่งเอกสารโบราณ เพื่อรวบรวมและบันทึกข้อมูลเอกสารโบราณ ตรวจสอบสภาพ ซ่อม สงวนรักษาเอกสารโบราณ เพื่อสงวนและรักษาเอกสารโบราณ เป็นต้น
2. การเข้าใช้บริการ
ขั้นตอนการเข้าใช้บริการหอสมุดแห่งชาติ 
  1. ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าใช้บริการได้ โดยการกรอกข้อมูลในแบบฟอร์ม 
  2. กรณีขอใช้บริการเกี่ยวกับเอกสารโบราณอายุ 100 ปี หรือเอกสารก่อนรัชกาลที่ 4 จะมีขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยากแต่จะใช้เวลาในการพิจารณานาน โดยสำนักหอสมุดแห่งชาติจะมีแบบฟอร์มการขอใช้บริการ ซึ่งผู้ใช้บริการจะต้องแนบบัตรประชาชน กรณีที่เป็นนักศึกษา นักวิจัย หรือนักวิจัยชาวต่างประเทศ ต้องกรอกแบบฟอร์ม 3 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลของมหาวิทยาลัย  ข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลที่ต้องการใช้ (ต้องระบุให้ละเอียด) ซึ่งจะสามารถศึกษาเอกสารโบราณได้ไม่ต่ำกว่า 5 รายการต่อครั้ง บัตรการขอเข้าใช้บริการจะมีอายุการใช้งาน 1 ปี สามารถต่ออายุได้อีก 2 ครั้ง กรณีเป็นประชาชนทั่วไปก็ต้องกรอกข้อมูลเช่นกัน แต่จะต่างกันที่แบบฟอร์มการเข้าใช้บริการ ส่วนบัตรการเข้าใช้บริการจะมีอายุการใช้งาน 3 เดือน ทั้งนี้หากต้องการถ่ายเอกสาร จะมีค่าใช้จ่ายตามจำนวนและความสำคัญของเอกสารโบราณ
  3. ผู้ที่สนใจศึกษาข้อมูลเอกสารโบราณ สามารถขอคัดสำเนาเอกสารเพื่อใช้ในการศึกษาได้ โดยมีค่าใช้จ่าย หากเป็นรูปจะมีค่าใช้จ่ายรูปละ 30 บาท เอกสารไมโครฟิล์มจะมีค่าใช้จ่ายแผ่นละ 10 บาท นอกจากนั้น ยังมีบริการขอเอกสารฉบับจริงเพื่อใช้ในการศึกษาข้อมูล โดยมีระเบียบวิธีการขอเอกสารแบ่งเป็น 2 ประเภท โดยสามารถขอใช้เอกสารฉบับจริงได้ 1 ปี และต่ออายุได้ 3 ครั้ง และไม่เกิน 5 เล่ม
จากการเข้าเยี่ยมชมหอสมุดแห่งชาติ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการจัดการมรดกทางวัฒนธรรม โดยหอศิลป์สมุดแห่งชาตินั้น มีความสอดคล้องกับ GLAM ในส่วนของ M หรือ Museam เนื่องมาจากว่าหอสมุดแห่งชาตินั้นมีการจัดแสดงโดยการนำเอาข้าวของเครื่องมือเครื่องใช้มาแสดง เช่น ตู้เก็นพระธรรม ศิลาจารึก หนังสือสมุดไทยโบราณ รวมไปถึงคัมภีร์ใบลาน ซึ่งสิ่งของเหล่านี้ผู้เข้าชมไม่สามารถจับต้องได้เช่นเดียวกับในพิพิธภัณฑ์ และยังมีการเชื่อมโยงที่เกี่ยวกับ L หรือ Library ที่มีหนังสือที่รวมรวม หรือแปลภาษา ที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับวัตถุโบราณแต่ละชิ้น โดยผู้ที่ต้องการจะใช้งานนั้นจำเป็นจะต้องมีการดำเนินงานที่ค่อนข้างจะเป็นระบบ เนื่องจากการจัดทำหนังสือเพื่อเป็นการส่งสารที่เพิ่อให้คนรุ่นใหม่นั้นเข้าใจง่ายมีขั้นตอนในการทำนั้นยากมากๆ ตั้งแต่การแปล การวิเคราะห์ข้อความ ซึ่งผู้เข้าใช้นั้นสามารถที่จะคัดลอกนำกลับบ้านได้ แต่ว่าจะมีการเก็บค่าบริการ ซึ่งราคาจะขึ้นอยู่กับว่าท่านต้องการใช้ชิ้นไหน เป็นต้น  


บทความโดย : Dek-South East Asia



Tuesday, September 25, 2018

#2ndTrip Cambodia @SiemReap



ทริปนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่  23-25 กรกฎาคม 2561
ในการเดินทางไปยังจังหวัดเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา

ความยิ่งใหญ่และประวัติศาสตร์อันยาวนานของประเทศกัมพูชานับเป็นรากฐานที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ด้วยรูปแบบอันโดดเด่นของสถาปัตยกรรมโบราณ วัฒนธรรม และความเปลี่ยนแปลงของศาสนาที่ผสานกันอย่างลงตัว ได้สร้างความตื่นตาตื่นใจแก่ผู้มาเยือน มนต์ขลังและเสน่ห์แห่งสถาปัตยกรรมโบราณเหล่านี้ทำให้นักท่องเที่ยวหลั่งไหลมาเยือนเมืองเสียมเรียบ และคงหนีไม่พ้นการค้นหาอาณาจักรโบราณที่ยิ่งใหญ่อย่างนครวัด นครธมและกลุ่มปราสาทต่างๆ ที่ถูกสรรค์สร้างขึ้นจากความเชื่อในยุคนั้น ประวัติศาสตร์กัมพูชาสามารถแบ่งออกเป็น 3 ยุค ได้แก่ ก่อนยุคพระนคร ยุคพระนคร และหลังยุคพระนคร อย่างไรก็ตามการล่มสลายของอาณาจักรต่างๆ นั้นยังไม่สร้างความชอกช้ำใจเท่ากับสงครามเขมรแดงซึ่งเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่คนชาติเดียวกันต่างลงมือฆ่ากันเอง แม้เหตุการณ์เลวร้ายนั้นจะผ่านไปเกือบ 36 ปีแล้ว แต่ก็ยังสร้างความเจ็บปวดทางจิตใจแก่ชาวเขมรมาจนถึงปัจจุบัน
    สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในเสียมเรียบ
1.  พิพิธภัณฑ์แห่งชาติอังกอร์ Angkor National Museum



        พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งอยู่ในตัวเมืองของจังหวัดเสียมเรียบ เป็นที่เก็บรวบรวมหลักฐานทางโบราณคดีต่างๆ รวมถึงให้ข้อมูลด้านการศึกษาเกี่ยวกับศิลปะ วัฒนธรรมของอาณาจักรขอมโบราณทั้งในก่อนยุคพระนคร ยุคพระนครและหลังยุคพระนคร ภายในพิพิธภัณฑ์มีการใช้เทคโนโลยีมัลติมีเดีย ภาพและเสียงเพื่อให้ผู้เข้าชมได้เข้าใจถึงประวัติศาสตร์ของอาณาจักรขอมโบราณอย่างแท้จริง  มีห้องจัดแสดงทั้งหมดสองชั้นเรียงจากชั้นสองขึ้นไป ประกอบด้วย ชั้นสองมีห้องจัดแสดงพิเศษซึ่งเป็นห้องจัดแสดงพระพุทธรูปในอาณาจักรขอมโบราณ 
       ภายในมีพระพุทธรูปและโบราณวัตถุต่างๆ กว่า 1000 องค์ โดยวิธีการสังเกตศิลปะพระพุทธรูปมีหลากหลายรูปแบบด้วยกันยกตัวอย่างเช่น Buddha Sheltered by Naga เป็นพระพุทธรูปหินทราย สร้างในพุทธศตวรรษที่ 17-18แต่ก่อนจะไม่มีพญานาคอยู่ด้านหลังพระพุทธรูป แต่เมื่อศาสนาฮินดูเข้ามามีอิทธิพลจึงนิยมสร้างพระพุทธรูปที่มีพญานาคเป็นปรางค์นาคปรก  ความแตกต่างของศิลปะพระพุทธรูปแบบนครวัดและบายนคือ ลักษณะมงกุฎของพระพุทธรูปแบบบายนจะมีขนาดใหญ่กว่าแบบนครวัด 
       นอกจากนี้ยังสังเกตได้จากปรางค์นาคปรกที่บ่งบอกถึงความแตกต่างคือ ถ้าเป็นศิลปะแบบบายนหัวของพญานาคจะไม่ชิดกัน แต่ถ้าเป็นศิลปะแบบนครวัดหัวของพญานาคจะแนบชิดติดกัน  ต่อมาจะเป็นห้องจัดแสดงถึงความรุ่งเรืองของอาณาจักรขอมโบราณ ซึ่งมีรูปปั้นโดดเด่นยกตัวอย่างเช่น พระนารายณ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในเทพแห่งสามโลก  มีลักษณะสวมหมวกกระบอกทรงสูงตามแบบศิลปะก่อนยุคพระนคร มี กร พระหัตถ์บนถือจักรและสังข์ พระหัตถ์ล่างทรงถือกระบองและธรณี นุ่งผ้าแบบสมพต โดยปรากฏชายผ้ารูปหางปลาปลายแตกเป็นเขี้ยวขาบสองชาย ซึ่งชายผ้าเขี้ยวตะขาบด้านล่างเป็นความสับสนของช่าง ซึ่งแท้จริงแล้วคือส่วนที่เป็นชายพกตลบกลับขึ้นไป ถัดไปเป็นรูปปั้นเทวดาผู้หญิง มีลักษณะจมูกโด่ง ท่อนบนเปลือยอกแต่ถ้าแต่งงานแล้วต้องไม่เปลือยท่อนบนให้ชายใดแลมอง ถัดมาเป็นห้องจัดแสดงเกี่ยวกับความเชื่อและศาสนา ยกตัวอย่างเช่น รูปปั้นพระพิฆเนตรสร้างในพุทธศตวรรษที่ 11 เป็นศิลปะแบบบาปวน นอกจากนี้ยังมีครุฑที่สะท้อนให้เห็นว่าในก่อนยุคพระนครผู้คนมีความเชื่อเกี่ยวกับรูปปั้นอันศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้
ชั้นหนึ่งเป็นบริเวณจัดแสดงข้อมูล เรื่องราวของพระมหาษัตริย์แบบสามมิติผ่านภาพฉาย แกลลอรี่ รวมถึงจัดแสดงศิลาจารึกต่างๆ จากเสาหิน ยกตัวอย่างเช่น ศิวลึงค์ ที่เป็นสัญลักษณะของพระศิวะเทพเจ้าในศาสนาฮินดู ใช้ในการบูชาสักการะในวิหาร ศิวลึงค์ถูกแปลความว่าเป็นเครื่องหมายแห่งพลังสร้างสรรค์ในบุรุษเพศที่มาจากองคชาต แม้ว่าในปัจจุบันชาวฮินดูส่วนใหญ่จะมองศิวลึงค์เป็นเครื่องหมายแห่งพลังศักดิ์สิทธิ์มากกว่าเครื่องหมายทางเพศ มักปรากฏอยู่พร้อมกับโยนีสัญลักษณ์ของพระแม่อุมาเทวีอันบ่งบอกถึงพลังสร้างสรรค์ของสตรีเพศ การที่ศิวลึงค์และและโยนีอยู่ร่วมกันแสดงถึงความเป็นสองในหนึ่งเดียวที่แยกออกจากกันไม่ได้ของบุรุษและสตรี อวกาศที่หยุดนิ่งและเวลาซึ่งเคลื่อนที่อันเป็นต้นกำเนิดของสรรพชีวิต  นอกจากนี้ยังมีศิลาจารึกยุคพระนคร รูปปั้นนางอัปรา รูปแบบเสาหินสมัยต่างๆ รวมถึงพญานาคราชที่มักปรากฏตามสะพานก่อนเข้าสู่ตัวปราสาท

2. ปราสาทนครวัด Angkor Wat


         ปราสาทนครวัดสร้างในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ซึ่งขณะนั้นเป็นพราหมณ์ฮินดูไวษณพนิกายนับถือพระนารายณ์เป็นมหาเทพ  ทั้งนี้กษัตริย์ที่เปรียบเสมือนเทพเจ้าจะต้องทำหน้าที่สำคัญสามอย่างคือ ต้องสร้างปราสาทขนาดใหญ่ ต้องสร้างปราสาทถวายบิดามารดาและบรรพบุรุษผู้ล่วงลับ และต้องต้องบารายขนาดใหญ่เพื่อให้ประชาชนใช้อุปโภคบริโภค 
ดังนั้นพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 จึงสร้างปราสาทนครวัดเพื่อเป็นเทวาลัยบูชาและให้เป็นที่เก็บพระศพของพระองค์ นครวัดจึงแตกต่างกับปราสาทอื่นๆ ตรงที่หันหน้าไปทางทิศตะวันตกซึ่งเป็นทิศแห่งความตาย (ยอร์ช เซเดส์,2543)  

            ล่วงเข้าสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ได้เปลี่ยนนครวัดเป็นศาสนสถานพุทธนิกายมหายาน จากช่วงเริ่มสร้างกลางพุทธศตวรรษที่ 17 ที่เป็นเทวสถานฮินดู เมื่อถูกพวกจามรุกราน พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ต้องย้ายเมืองไปสร้างเมืองนครธมและปราสาทบายนซึ่งห่างจากนครวัดไปทางเหนือเป็นเมืองหลวงใหม่  
         กว่าจะเป็นปราสาทนครวัด ต้องใช้หินทรายเป็นวัสดุก่อสร้างหลักใช้แรงงานช้างนับหมื่นเชือก แรงงานคนนับแสนในการชักลากหินและลอยแพมาจากเขาพนมกุเลน ชึ่ง อยู่ห่างออกไปกว่า 50 กิโลเมตร เพราะไม่ได้เป็นเพียงศาสนสถานแต่ยังเป็นราชธานีด้วย อาณาบริเวณจึงกว้างใหญ่ไพศาล มีความยาว 1.5 กิโลเมตร กว้าง 1.3 กิโลเมตร มีปราสาท 5 หลัง

จุดเด่นของปราสาทนครวัดคือ การตั้งอยู่บนฐานสูงตามคติฮินดู คือเป็นศูนย์กลางของโลกและจักรวาล คูน้ำล้อมรอบตามแบบมหาสมุทรล้อมเขาพระสุเมรุ ตรงทางเดินข้ามคูน้ำจะมีโคปุระที่มีความกว้าง เป็นประตูกลาง 3 ช่อง มีระเบียงยาวและปลายระเบียงมีประตูใหญ่ 2 ช่อง มีระเบียงล้อมรอบ 3 ชั้นจนถึงตัวปราสาท ปราสาทนครวัดแห่งนี้จึงเป็นปราสาทที่สมบูรณ์แบบที่สุดในด้านสถาปัตยกรรมขอม


ภาพแกะสลักทางประวัติศาสตร์ตามระเบียงชั้นแรกจะมีภาพสลักนูนต่ำยกตัวอย่างเช่น มหากาพย์อินเดียเรื่องรามายณะ ซึ่งเป็นภาพแสดงชัยชนะของพระรามที่เป็นอวตารของพระนารายณ์ ภาพกวนเกษียรสมุทรโดยเทวดากับอสูรซึ่งร่วมมือกันเพื่อน้ำอมฤต  ภาพการพิพากษาผู้ที่ตายไปแล้วให้ขึ้นสวรรค์และลงนรก ภาพเทพธิดาที่ปปกปักรักษาศาสนสถาน บางภาพงดงาม บางภาพวางเฉยและทำท่าจะคุยกัน ภาพพระเจ้าสุริยวรมันที่ ประทับอยู่ท่ามกลางข้าราชสำนนัก นั่งขัดสมาธิอยู่บนที่ประทับซึ่งประดับด้วยนาค ด้านหลังมีคนเชิญกรด พัดโบกและแส้ ด้านหน้ามีคนคุกเข่าแสดงความเคารพอยู่ มีพราหมณ์ที่มีใบหน้ายาว จมูกเล็กซึ่งแสดงให้เห็นว่าเป็นชาวอินเดีย  ภาพการติดตามของขบวนขอมเพื่อไปสู้กับพวกจาม ภาพพวกเสียม(สยาม) ที่เดินเท้าเคลื่อนขบวน ผมเกล้าสูง แต่งตัวด้วยผ้ากระโปรงมีอุบะยาวห้อยอยู่โดยรอบและหันหน้ามาคุยกันจ้อกแจ้ก






3.  ปราสาทบายน  Bayon at Angkor Thom


ปราสาทบายนตั้งอยู่ในพื้นที่รูปสี่เหลี่มจัสตุรัสของนครธมซึ่งประตูทางเข้ามีประติมากรรมรูปปั้นกวนเกษียรสมุทรของเทวดาและอสูรตั้งอยู่คนละฝั่ง ผ่านเข้าไปด้านในเป็นปราสาทบายนที่ไม่มีกำแพงล้อมรอบ ปรากฏรูปหน้าคนหลายหน้าเด่นชัด สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เมื่อปีพุทธศตวรรษที่ 18 เป็นศิลปะแบบบายนศาสนาพุทธนิกายมหายาน ทั้งนี้มีการสร้างปราสาทที่มีภาพลักษณ์ต่างจากการสร้างรูปแบบเดิมๆ โดยสิ้นเชิง นั่นเป็นเพราะพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนานิกายมหายาน ซึ่งต่างจากกษัตริย์หลายพระองค์ที่ล้วนแล้วแต่นับถือศาสนาฮินดูหรือศาสนาพราหมณ์



         จุดเด่นของปราสาทบายนคือ ชั้นบนสุดจะเป็นภาพหน้าคนหลายหน้าบนปรางค์แต่ละองค์ เป็นใบหน้ายิ้มแบบศิลปะบายน
 ปรางค์ปราสาทบายนทั้ง 54 ปรางค์ถูกสลักเป็นภาพพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ผันพระพักตร์ออกไปทั้งสี่ทิศ เพื่อสอดส่องดูแลความทุกข์สุขของราษฎรให้อยู่เย็นเป็นสุข รอยยิ้มที่ระเรื่อนี้เรียกว่ายิ้มแบบบายนเปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณา ใบหน้าเหล่านั้นหากนับรวมกัน 54 ปรางค์ ปรางค์ละ 4 หน้า จะมีรวมถึง 216 หน้า แต่ปัจจุบันได้สึกกร่อนพังทลายลงไปหลายหน้าแล้ว(มาดแลน จิโต,2552)


ภาพแกะสลักทางประวัติศาสตร์ตามระเบียงด้านนอกจะมีภาพทหารของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นทหารรับจ้างชาวจีน มีเคราสั้นๆ ทรงผมเป็นเอกลักษณ์ ภาพวัวที่กำลังเข้าพิธีบูชายัญ ภาพการต่อสู้ระหว่างพวกขอมกับจาม(พวกจามดูได้จากหมวก เกราะที่สวมเป็นรูปดอกบัวคว่ำ ปีกหมวกยาว) ภาพโตนเลสาบที่กำลังเอ่อขึ้นสูง มีปลาว่ายน้ำไปตามกิ่งก้านสาขาของต้นไม้ที่อยู่บนฝั่ง ภาพเรือสำเภาจีนและภาพคนกำลังกินเหล้า เล่นหมากรุก ภาพทหารขอมกำลังทำสงคราม ภาพกองกำลังทหารกำลังสร้างสะพานทุ่นลอยเพื่อข้ามแม่น้ำไปอีกฝั่งและภาพวิถีชีวิตของชาวเขมร





4. ปราสาทตาพรหม Ta Prohm





         เป็นศาสนสถานที่ถูกทิ้งร้าง จุดเด่นของปราสาทตาพรหม คือ เป็นปราสาทที่ถูกกลืนกินโดยป่าไม้ สร้างในปลายปีพุทธศตวรรษที่ 18ปราสาทตาพรหมมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสโดยรอบมีพื้นที่กว้าง ภายในมีความซับซ้อน มีการสร้างปราสาทไว้เป็นวิหารสำหรับอารามตามพระพุทธศาสนา ซึ่งพระเจ้าชัยวรมันที่ 7สร้างปราสาทแห่งนี้เพื่อถวายแด่พระมารดาของพระองค์ และมีรูปเคารพบูชาคือ พระปรัชญาปารมิตาโพธิสัตว์ ซึ่งพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เชื่อว่าพระองค์จะกลายเป็นพุทธะในระยะต่อไป ทางเข้าปราสาทตาพรหมจะเป็นทางเดินก่อนเข้าสู่กำแพง ด้านในจะมีคูน้ำ กำแพงด้านในมีซุ้มประตูมีสิ่งก่อสร้างจำนวนมากตั้งเรียงรายอยู่ แสดงให้เห็นว่าศาสนสถานแห่งนี้เป็นวัดในพุทธศาสนา (ชากส์ ดูมาร์เซย์,2548)



 ปราสาทตาพรหมถูกเก็บรักษาไว้เพื่อให้เห็นสภาพที่แท้จริงว่าปราสาทอยู่กับธรรมชาติมาได้เกือบ 500 ปี อันเป็นอีกมุมมองหนึ่ง เพื่อให้เห็นลักษณะของต้นไม้ที่เกาะกุมปราสาท เดิมก่อนสร้างปราสาทนั้นสภาพบริเวณนี้เป็นป่ามาก่อน เมื่อจะสร้างปราสาทจึงต้องเคลียร์พื้นที่ให้เป็นที่โล่ง โดยการตัดไม้ออกแต่ในที่สุดแล้วธรรมชาติก็สามารถที่จะเอาชนะถาวรวัตถุที่ถูกสร้างจากมนุษย์ ต้นไม้ที่เกาะกุม ชอนไชไปเรื่อยๆ ไปยังส่วนต่างๆของปราสาท ช่วยให้บรรยากาศของปราสาทตาพรหมดูลึกลับ สวย ไม่เหมือนปราสาทที่อื่นๆ



5.  ปราสาทบันทายศรี Banteay Srei




เป็นศาสนสถานที่สร้างโดยพราหมณ์ยัชญวราหะ ในสมัยของพระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2 และพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 เมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 16 ในลัทธิไศวนิกายเพื่อบูชาพระศิวะ ตามจารึกที่ปราสาทบันทายศรีกล่าวว่า เมื่อพระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2 เสด็จสวรรคต พระเจ้าชัยวรมันที่ 5 ซึ่งเป็นราชโอรสจึงขึ้นครองราชย์แทน เนื่องจากพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 ยังทรงพระเยาว์อยู่ พราหมณ์ยัชญวราหะ จึงได้ทำหน้าที่เป็นทั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์และเป็นพระอาจารย์ให้กับพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 ไปพร้อมๆ กัน พราหมณ์ยัชญวราหะได้ทูลขอที่ดินแปลงหนึ่งจากพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 เพื่อมาสร้างปราสาทเพื่อบูชาพระศิวะและเป็นศูนย์รวมจิตใจของราษฎร(มาดแลน จิโต,2552)


จุดเด่นของปราสาทบันทายศรี เป็นเทวสถานขนาดเล็ก แต่มีความงามทางด้านลวดลายเป็นเลิศ ศิลปะมีลักษณะพิเศษจนต้องจัดเป็นศิลปะสมัยหนึ่งโดยเฉพาะ ก่อสร้างด้วยหินทรายสีชมพู เนื้อละเอียด การสลักลวดลายดูอ่อนช้อย ลายคมชัด ดูมีชีวิตชีวา เป็นที่น่าสังเกตว่าปราสาทที่พระเจ้าแผ่นดินสร้าง กับปราสาทที่เสนาบดีหรือข้าราชการชั้นสูงสร้างจะต่างกันที่ฐาน ปราสาทที่พระเจ้าแผ่นดินสร้างจะสร้างอยู่บนฐานที่ทำเป็นชั้นสูงหรือสร้างบนเนินเขาดังเช่น นครวัด สำหรับปราสาทบันทายศรีผู้สร้างเป็นพราหมณ์ จึงต้องสร้างปราสาทบนเนินดินอาจทำเป็นฐานเตี้ยๆ ยกพื้นขึ้นเพื่อรองรับตัวปราสาทเท่านั้น


ภาพแกะสลักทางประวัติศาสตร์ ที่หน้าบันสลักเรื่องรามเกียรติ์ตอนทศกัณฑ์ยกเขาไกรลาศให้เข้าที่ ในภาพสลักนี้จะเห็นภาพพระศิวะกำลังอุ้มพระอุมาเทวีอยู่บนตัก ด้วยความตื่นพระทัย ท่ามกลางเขาไกรลาศที่เอียงลง มีพวงช้างและสิงห์ซึ่งจัดว่าเป็นเจ้าแห่งพลังต่างตกใจเงยหน้าทำท่ากลัวเกรง นับได้ว่าเป็นภาพสลักที่มีชีวิตชีวาที่สุดภาพหนึ่ง  ถัดมาคือภาพสลักพระศิวนาฎราช ภาพการร่ายรำของพระศิวะนับว่ามีบทบาทสำคัญในคติความเชื่อของผู้นับถือศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย พระศิวะในภาพหนึ่งเศียร สิบกร พระเกศาทรงฏามกุฎ ร่ายรำอยู่เหนือพวงพฤกษา การร่ายรำของพระศิวะเป็นที่เลื่องลือและยกย่องของเหล่าเทพทั้งมวลถึงความสวยงามน่ายำเกรง นอกจากนี้ผู้ที่นับถือศาสนาฮินดูยังเชื่อว่าจังหวะการรายรำของพระศิวะอาจบันดาลให้เกิดผลดีและผลร้ายแก่โลกได้ ฉะนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องอ้อนวอนให้พระองค์ฟ้อนรำในจังหวะที่พอดี โลกจึงจะร่มเย็นเป็นสุข หากพระองค์โกรธกริ้วด้วยการร่ายรำในจังหวะที่รุนแรงแล้วก็ย่อมจะนำมาซึ่งภัยพิบัติแก่โลกนานัปการ นอกจากนี้ยังมีเทวดาและเทพธิดาที่สลักอยู่ประจำผนังเทวลัย ก็มีลักษณะน่าชมมาก เนื้อตัวไม่ใหญ่โค แต่ดูอวบอิ่ม ประดับด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์ดูสวยงามมาก ยืนอยู่ในซุ้มเรือนแก้ว นางอัปสรยืนอยู่ในท่าที่เอียงสะโพกเล็กน้อย ทรงผมเกล้าเรียบๆ มีต่างหูประดับ เอียงคอเล็กน้อยมือจับจีบดอกบัว ใส่กำไลทั้งมือและเท้า
   

6.  วัดใหม่ (วัดอัฐิทะมอสาน)




          วัดใหม่แห่งนี้ตั้งอยู่ในตัวเมืองเสียมเรียบ แต่เดิมเคยมีพระมาจำวัดอยู่แต่กลับถูกบังคับให้จับสึกทั้งหมดในช่วงสงครามเขมรแดง วัดใหม่หรือวัดอัฐิทะมอสาน ใช้เป็นที่เก็บอัฐิของชาวเขมรในสงครามเขมรแดง มีผู้เสียชีวิตเกือบ 3ล้านคน จึงมีการสร้างวัดใหม่ขึ้นคร่อมทับพื้นที่เดิมแล้วนำเอาโครงกระดูกและหัวกะโหลกศรีษะของผู้เสียชีวิตมารวบรวมและจัดแสดงในตู้กระจกภายในวัด เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานถึงความโหดร้ายในสงครามเขมรแดง วัดใหม่แห่งนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ทุ่งสังหาร (Killing Field
   

           ในวันที่ 17 เมษายน 1975 เริ่มต้นยุคเขมรแดงเรืองอำนาจ  เหตุการณ์สะเทือนโลกนี้เริ่มต้นจากนายลอนนอลได้ทำรัฐประหารรัฐบาลหุ่นเชิดของสหรัฐอเมริกา แล้วเปลี่ยนมาจัดตั้งรัฐบาลกัมพูชาประชาธิปไตย โดยมีเจ้าสีหนุได้กลับมาดำรงตำแหน่งประมุขแห่งกัมพูชาอีกครั้ง ก่อนกองกำลังฝ่ายซ้ายคอมมิวนิสต์กัมพูชาหรือเขมรแดงซึ่งมีเวียดกงเป็นพันธมิตรเข้ายึดอำนาจในที่สุด  จากนั้นกัมพูชาก็ตกอยู่ภายใต้อำนาจของ นายพอลพต ผู้นำเขมรแดง โดยนายพอลพตมีการนำนโยบายปรับปรุงระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมพึ่งตนเองมาใช้  โดยไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากภายนอกและไม่ยอมเป็นสัมพันธมิตรกับชาติใดๆ มีการปิดโรงเรียน โรงพยาบาล และยกเลิกระบบธนาคารทั้งหมด  
          ด้วยความคลั่งลัทธิซ้ายของพอลพต  เขาเชื่อว่าระบบสังคมนิยมจะนำกัมพูชาไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองดังเช่นอดีต  ดังนั้นประเทศควรจะอยู่อย่างสันโดษ ไม่ต้องเพิ่มวิทยาการเทคโนโลยีใดๆ ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงนำมาซึ่งการกวาดล้างผู้ที่เป็นปฏิปักษ์ทางความคิด นักศึกษา ปัญญาชน นักปราญ์ นักการเมือง และบุคคลผู้มีความรู้ว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ ซึ่งบุคคลเหล่านี้มักจะถูกฆ่าอย่างไร้เหตุผล 

   

          นายพอลพตต้องการให้กัมพูชามีแต่ชนชั้นกรรมมาชีพ จึงได้หลอกล่อประชาชนออกจากเมืองไปยังชนบทและใช้แรงงานเพื่อทำการเกษตร ซึ่งต้องทำงานวันละ 11 ชั่วโมงโดยไม่หยุดพก ในระยะเวลา 4 ปีที่นายพอลพตกุมอำนาจ  ทำให้มีผู้คนล้มตาย อดอยาก ถูกทารุณกรรมและถูกฆ่าเกือบ 3 ล้านคน นอกจากนี้เขมรแดงยังต้องการให้กัมพูชามีแต่คนเชื้อสายเดียวกัน คือ กัมพูชาเท่านั้นจึงเกิด  ทุ่งสังหาร เพื่อฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวเวียดนาม ซึ่งพวกเขมรแดงมองว่าชาวเวียดนามจะมีนโยบายกลืนชาติ นอกจากนี้ยังมีชาวจีนและชาวเขมรด้วยกันเอง นับเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เลวร้ายที่สุดในเอเชียอาคเนย์

7. ศาลเจ้าเจ๊กเจ้าจอม และ ตลาดเก่า Old Market
ศาลเจ้าเจ๊กเจ้าจอม ซึ่งเป็นสถานที่เคารพศรัทธาของชาวเสียมเรียบ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดเสียมเรียบ ทั้งชาวเขมรและนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังจังหวัดเสียมเรียบจะต้องมากราบไหว้บูชาหรือขอพรเพื่อความเป็นศิริมงคลและตลาดเก่า Old Market เป็นตลาดที่มีมาตั้งแต่สมัยฝรั่งเศสปกครองแล้ว นับเป็นแหล่งช็อปปิ้งและแหล่งขายของฝากของจังหวัดเสียมเรียบ


ความประทับใจในการเดินทางครั้งนี้คือ การได้ออกมาสัมผัสประสบการณ์ต่างแดนครั้งแรก การได้เห็นวิถีชีวิตความเป็นอยู่ วัฒนธรรม ภาษา และอาหารการกินของชาวเขมร การที่ได้มาเรียนรู้รากเหง้าทางประวัติศาสตร์ของชาวเขมรอย่างแท้จริงนั้นทำให้เข้าใจว่า ทุกๆ ความเชื่อย่อมส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลง ดังเช่นชาวเขมรถือว่าตนเองมีความภาคภูมิใจในบรรพบุรุษเป็นอย่างมากที่สามารถสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่และสามารถสร้างประวัติศาสตร์ได้อย่างน่าจดจำผ่านความเชื่อในศิลปะรูปแบบต่างๆ แต่ขณะเดียวกันประวัติศาสตร์อันโหดร้ายของสงครามเขมรแดงกลับทำให้พวกเขาหวาดกลัว  สำหรับเขมรแดงเป็นเรื่องที่น่าเศร้าที่คนชาติเดียวกัน ใช้ภาษาเดียวกันต้องฆ่ากันเองเพียงเพราะบ้าคลั่งลัทธิและอำนาจ ด้วยวิธีคิดที่ผิดพลาดและการปฏิบัติที่ผิดมนุษยธรรม คำว่า อภัยทาน จึงเป็นสิ่งที่ตราตรึงอยู่ในหัวใจของชาวเขมรทุกคน เพื่อที่พวกเขาจะไม่ให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีก



ที่มาภาพ : Dek-South East Asia
ที่มาบทความเพิ่มเติม :
ยอร์ช เซเดส์.(2543).เมืองพระนคร นครวัด นครธม.(ปรานี วงษ์เทศ,ผู้แปล).กรุงเทพฯ:มติชน.
ชากส์ ดูมาร์เซย์.(2548).ย้อนรอยอารยะเมืองพระนคร.(วีระ ธีรภัทร,ผู้แปล).กรุงเทพฯ:อมรินทร์.
มาดแลน จิโต.(2552).ประวัติเมืองพระนครของขอม.(สุภัทรดิศ ดิศกุล,ผู้แปล).กรุงเทพฯ:มติชน.
ปราสาทตาพรหม.ค้นคว้าจาก http://www.oceansmile.com/KHM/Taphom.html
ปราสาทบันทายศรี.ค้นคว้าจาก http://www.oceansmile.com/KHM/Buntaysari.html